ยาส 39 กริพเพน เป็นเครื่องบินขับไล่หลากบทบาท

ยาส 39 กริพเพน เป็นเครื่องบินขับไล่หลากบทบาทที่ผลิตโดยบริษัทซ้าบของประเทศสวีเดน โดยมีกริพเพน อินเตอร์เนชั่นแนล ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการทำสัญญาซึ่งจะรับผิดชอบต่อการตลาด การขาย และการสนับสนุนเครื่องบินขับไล่กริพเพนทั่วโลก

ปัจจุบันมันอยู่ในประจำการของกองทัพอากาศสวีเดน กองทัพอากาศเช็ก กองทัพอากาศฮังการี และกองทัพอากาศแอฟริกาใต้ และยังถูกสั่งซื้อโดยกองทัพอากาศไทยอีกด้วย มีกริพเพนทั้งหมด 236 ลำที่ถูกสั่งซื้อ

กองทัพอากาศไทยแถลงผลการดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ ทดแทนเครื่องบินขับไล่แบบที่ 18 ก/ข (เอฟ-5บี/อี) ระยะที่ 1 จำนวน 6 เครื่อง และระยะที่ 2 อีก 6 เครื่อง ได้ตัดสินใจซื้อเครื่อง ยาส 39 กริพเพนโดยเครื่องบินฝูงใหม่จะประจำการที่กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

กริพเพนถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานที่ดี ความยืดหยุ่น ความมีประสิทธิภาพ และความอยู่รอดในการต่อสู้ทางอากาศ คำว่า JAS ย่อมาจาก Jakt (อากาศสู่อากาศ) Attack (อากาศสู่พื้น) และ Spaning (การลาดตระเวน) ซึ่งแปลว่ากริพเพนนั้นเป็นเครื่องบินรบหลากบทบาทซึ่งสามารถทำภารกิจที่แตกต่างกันไปได้ ยาส 39 ได้รับชื่อว่ากริพเพน จากการส่งชื่อเข้าแข่งขัน กริฟฟินเป็นสัญลักษณ์บนโลโก้ของซ้าบและมันเหมาะกับเอกลักษณ์ของเครื่องบินหลากบทบาท นอกจากนี้กริฟฟินยังเป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของซ้าบ

รถถังที-34เป็นรถถังที่มีความสมดุลในด้านการออกแบบ

รถถังที-34เป็นรถถังที่มีความสมดุลในด้านการออกแบบ มันมีปืนใหญ่ขนาด 76 มิลลิเมตรที่ไว้ใจได้ และสามารถเคลื่อนที่ไปยังที่ใดก็ได้ เพราะมีสายพานที่กว้าง และน้ำหนักเบา มันมีความเร็วสูงมากๆ แต่มันยังมีข้อบกพร่องตรงที่ว่า ปืนใหญ่ขนาด 76 มิลลิเมตรของมันไม่สามารถเจาะเกราะรถถังไทเกอร์1จากด้านหน้าได้ จึงมีการสร้าง ที-34-85 ขึ้นมาโดยมีปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตร ซึ่งมีอำนาจการยิงที่ดีกว่า แต่ต่อมาเยอรมันได้สร้างรถถังไทเกอร์2ซึ่งมีเกราะที่หนามากๆ ทำให้ปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตรไม่สามารถเจาะเกราะของมันได้

ในปี 1943 สำนักงานออกแบบโมโรซอฟของโซเวียตได้สร้างรถถัง ที-34 เอ็ม หรือ ที-44 ซึ่งมันมีความคล่องตัวที่สูงมากๆแต่มันมีข้อบกพร่องก็คือ ป้อมปืนมันมีขนาดเล็ก จึงไม่สามารถบรรทุกปืนใหญ่ขนาด 100 มิลลิเมตรได้ จึงทำให้โซเวียต คิดโครงการสร้างรถถัง ที-54/55 ขึ้นมา

การพัฒนาครั้งแรก ที-54 ต้นแบบเริ่มต้นในตุลาคม 1944 ที่สำนักงานออกแบบนาโอ-520 ที่อูราลรถถังจากโรงงานที่ 183 ใน นิซซิฮ ทาฮิล การออกแบบเบื้องต้นเสร็จสมบูรณ์ในเดือนธันวาคมและต้นแบบได้แล้วเสร็จในกุมภาพันธ์ 1945

การทดลองต้นแบบนี้ได้ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน ปี 1945 ส่งผลให้รถถังใหม่ที่มีการทดสอบโดยกองทัพแดงได้ถูกตั้งชื่อว่า ที-54 รถถังก็ได้ถูกส่งมากับเรือและรถไฟ สิ่งที่ ที-44 แตกต่างกับที-54 คือเกราะด้านหน้าที่หนาถึง 120 มิลลิเมตรใน​​ส่วนบนและ 90 มมในส่วนล่าง) และวิสัยทัศน์ช่องคนขับรถได้รับการออกแบบใหม่ วงแหวนป้อมปืนที่เพิ่มขึ้นในขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1800 มิลลิเมตรและป้อมปืนมีเกราะหนา (180 มิลลิเมตรที่ด้านหน้าระหว่าง 90 มิลลิเมตรและ 150 มิลลิเมตรที่ด้านข้างและ 30 มิลลิเมตรบนหลังคา

อาวุธหลักคือปืนใหญ่ขนาด 100 มิลลิเมตร ปืนรอง 7.62 มิลลิเมตร รถถังคันนี้มีเครื่องยนต์ V-54 12กระบอกสูบ 38.88 ลิตรพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลระบายน้ำใหม่พัฒนาขนาด 520 แรงม้า ความจุเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเป็น 530 ลิตรโดย​​ถังน้ำมันเชื้อเพลิงภายในและ 165 ลิตรในถังเชื้อเพลิงภายนอก ซึ่งแตกต่างจาก ที-34 รถถังเชื้อเพลิงภายนอกถูกเชื่อมต่อกับระบบเชื้อเพลิงตีนตะขาบกว้างขึ้น โดยT-54 มีน้ำหนัก 35.5 ตันทำให้มันช้าลงกว่า ที-44

ชะมด หรือ เห็นอ้ม ในภาษาอีสาน เป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ชะมด หรือ เห็นอ้ม ในภาษาอีสาน เป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในอันดับสัตว์กินเนื้อจำพวกหนึ่ง โดยคำว่า “ชะมด” ในภาษาไทย สันนิษฐานว่ามาจากคำในภาษาอาหรับว่า “อัซซะบาด” ชะมดมีรูปร่างโดยรวม คือ ใบหน้าแหลม รูปร่างเพรียว ตัวมีสีเทาหรือนํ้าตาล มีลายจุดสีดำตามยาวทั่วตัว หางและขนหางยาวมีลายเป็นปล้อง สามารถยืดหดเล็บได้เหมือนแมว มักออกหากินในเวลากลางคืน เป็นสัตว์ที่กินอาหารได้หลากหลายทั้งพืชและสัตว์ เป็นสัตว์ที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศได้หลากหลาย โดยสามารถอาศัยอยู่ในชายป่าใกล้ชุมชนหรือแหล่งเกษตรกรรมของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำคล้ายนากด้วยในบางชนิด มีความปราดเปรียวว่องไว หากินทั้งทั้งบนพื้นดินและบนต้นไม้ บางครั้งอาจเข้ามาขโมยเป็ดไก่หรือธัญพืชไปกินเป็นอาหาร โดยในบางชนิดในแอฟริกายังมีพฤติกรรมขโมยกินน้ำตาลสดจากกระบอกที่มีผู้ไปรองเก็บมาจากงวงตาลได้อีกด้วย ซึ่งน้ำตาลนี้จะนำไปหมักเพื่อทำน้ำตาลเมา

เป็นสัตว์ที่กระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย ในภูมิภาคเอเชียใต้จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก รวมถึงทวีปแอฟริกาด้วย ในประเทศไทยพบด้วยกันหลายชนิด

ลักษณะเด่นอีกประการของชะมด คือ มีต่อมกลิ่นอยู่บริเวณใต้โคนหางใกล้กับรูทวารและอวัยวะเพศ ต่อมนี้มีหน้าที่ผลิตสารเคมีกลิ่นฉุนที่มีลักษณะคล้ายน้ำมัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตเป็นหัวน้ำหอมหรือยาสมุนไพรได้ โดยเลี้ยงไว้ในกรงและปักเสาไม้ไว้ที่กลางกรง ชะมดจะเอาต่อมเช็ดสารเคมีนี้ทิ้งไว้ นานวันเข้าจะจับตัวเป็นก้อน จึงขูดออกไปขาย ซึ่งมีสนนราคาขายแพงมาก โดยผลิตภัณฑ์ของชะมดที่มีชื่อเสียงมาแต่โบราณอยู่ที่เมืองอาเจะห์ในอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ ชะมดในสกุล Paradoxurus หรืออีเห็นในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มีการเลี้ยงชะมดในสกุลนี้ให้กินเมล็ดกาแฟ เมื่อถ่ายมูลออกมาแล้ว เมล็ดกาแฟจะไม่ถูกย่อยสลาย จะออกมาเป็นเมล็ดเหมือนเดิม จากนั้นจะนำไปล้างและคั่วเป็นกาแฟสำหรับจำหน่าย ซึ่งกาแฟลักษณะนี้เรียกว่า “กาแฟขี้ชะมด” เป็นกาแฟที่มีรสชาติกลมกล่อม หอมหวาน อร่อยกว่ากาแฟทั่วไป จึงมีราคาขายที่แพงกว่ากาแฟปกติทั่วไป ทั้งนี้เนื่องจากในระบบย่อยอาหารของอีเห็นมีเอนไซม์ที่ทำให้เมล็ดกาแฟมีรสชาติที่หอมหวาน

สำหรับในประเทศไทย การเลี้ยงชะมดหรืออีเห็นเพื่อใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ 2 ประการนี้ ยังอยู่ในภาวะเริ่มต้น โดยสวนสัตว์เชียงใหม่เพิ่งสามารถที่จะเพาะขยายพันธุ์ชะมดเช็ดซึ่งเป็นชะมดขนาดเล็กให้ขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้เป็นที่สำเร็จ

วัดพุทไธศวรรย์ เป็นพระอารามหลวงตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

วัดพุทไธศวรรย์ เป็นพระอารามหลวงตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์เป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัดหนึ่ง ปรากฏตามตำนานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ตรงนี้มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า “ตำบลเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก” ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว จึงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเป็นพระราชอนุสรณ์ ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จมาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม และพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาก็คงจะได้โปรดให้สร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง อนึ่ง เมื่อเสียกรุงฯ วัดพุทไธศวรรย์ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกพม่าทำลายเหมือนวัดอื่น ๆ ทุกวันนี้จึงยังมีโบราณสถานไว้ชมอีกมากมาย

ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ ปรางค์ประธาน องค์ใหญ่ศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่กึ่งกลางอาณาเขตพุทธาวาสบนฐานไพที ซึ่งมีลักษณะย่อเหลี่ยมมีบันไดขึ้น 2 ทาง คือ ทางทิศตะวันออก และทางทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือทิศใต้มีมณฑปสองหลังภายในพระมณฑปมีพระประธาน พระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ประจำอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตำหนักนี้อยู่ในสภาพค่อนข้างทรุดโทรมแต่ภายในผนังของตำหนัก มีภาพสีเกี่ยวกับเรื่องหมู่เทวดา นักพรต นมัสการพระพุทธบาท และเรือสำเภาตอนพระพุทธโฆสะไปลังกา ภาพเหล่านี้อยู่ในสภาพไม่ชัดเจนนัก นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของปรางค์ หมู่พระเจดีย์สิบสององค์, วิหารพระนอน และตำหนักท้าวจตุคามรามเทพ

ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน เป็นรายการแข่งขันฟุตบอล

ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน เป็นรายการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมาคมฟุตบอลแห่งชาติสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2459 แล้ว ราวปลายปีเดียวกันจึงเริ่มจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประจำทุกปี ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ถ้วยใหญ่ ต่อมาเปลี่ยนเป็น ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก. โดยสโมสรฟุตบอลกรมมหรสพ ชนะเลิศเป็นทีมแรกสุด และ ถ้วยน้อย ต่อมาเปลี่ยนเป็น ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ข. ซึ่งสโมสรฟุตบอลทหารบกราชวัลลภ ชนะเลิศเป็นทีมแรกสุด ยกเว้นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

สมาคมฯ ก่อตั้งการแข่งขันเพิ่มเติมเป็น ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ค. และ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ง. เพื่อรองรับระบบการแข่งขันเป็นระดับชั้น ตามรูปแบบของสมาคมฟุตบอลอังกฤษในขณะนั้น ต่อมาสมาคมฯ เปลี่ยนแปลงระบบการแข่งขันฟุตบอล จากวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นเลิศ มาเป็นรูปแบบอาชีพ จึงเริ่มจัดการแข่งขันไทยพรีเมียร์ลีกขึ้นมาและปรับปรุงให้ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ก เป็นการแข่งขันระหว่างทีมชนะเลิศกับรองชนะเลิศของไทยพรีเมียร์ลีก ได้เริ่มจัดการแข่งขันไทยเอฟเอคัพ จึงปรับปรุงอีกครั้ง ให้เป็นการแข่งขันก่อนเปิดฤดูกาล ระหว่างทีมชนะเลิศไทยพรีเมียร์ลีก พบกับทีมชนะเลิศไทยเอฟเอคัพ หรือถ้าหากแชมป์ทั้งสอง รายการเป็นทีมเดียวกันจะแข่งกับรองชนะเลิศของไทยพรีเมียร์ลีกแทน

รูปแบบเดียวกับเอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ของอังกฤษ ส่วนถ้วยพระราชทานประเภท ข., ค. และ ง. เป็นการแข่งขันประจำฤดูกาล ในระดับชั้นรองลงมาของโซนกรุงเทพฯ ตามลำดับ โดยผู้ชนะถ้วยพระราชทานประเภท ข. จะได้เลื่อนชั้นไปแข่งขันลีกภูมิภาค ดิวิชั่นสอง โซนกรุงเทพฯ สมาคมฯ ได้ยุบถ้วยพระราชทานประเภท ข., ค. และ ง. โดยรวมกันเป็นลีกภูมิภาค ดิวิชั่น สาม นอกจากนี้ถ้วยรางวัลพระราชทานประเภท ก. ได้โอนไปเป็นถ้วยสำหรับแชมป์ ไทยพรีเมียร์ลีก ถ้วยรางวัลพระราชทานประเภท ข. เป็นถ้วยสำหรับแชมป์ ลีกวัน ถ้วยรางวัลพระราชทานประเภท ค. เป็นถ้วยสำหรับแชมป์ ดิวิชั่น 2 และถ้วยรางวัลพระราชทานประเภท ง. เป็นถ้วยสำหรับแชมป์ ดิวิชั่นสาม ที่กำลังจะก่อตั้งขึ้นใหม่

ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ หรือ โฟรเซน

ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ หรือ โฟรเซน เป็นภาพยนตร์เพลงแนวแฟนตาซี คอเมดีประเภทคอมพิวเตอร์แอนิเมชันสามมิติ อำนวยการสร้างโดยวอลต์ดิสนีย์แอนิเมชันสตูดิโอส์และจัดจำหน่ายโดยวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส ภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าเรื่องราชินีหิมะของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นับเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันลำดับที่ห้าสิบสามของภาพยนตร์ในชุดแอนิเมชันคลาสสิกของวอร์ตดิสนีย์ โดยเล่าเรื่องราชินีผู้กล้าที่ผจญภัยไปกับมนุษย์น้ำแข็ง กวางเรนเดียร์ และมนุษย์หิมะผู้อับโชคเพื่อค้นหาพี่สาวที่ห่างเหินซึ่งมีพลังน้ำแข็งที่ทำให้อาณาจักรตกอยู่ภายใต้ฤดูหนาวชั่วนิรันดร์โดยไม่ได้ตั้งใจ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านช่วงการเรียบเรียงร่างบทภาพยนตร์มาหลายปีก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าต่อใน พ.ศ. 2554 โดยมีเจนนิเฟอร์ ลี เป็นผู้เขียนบท และลีกับคริส บัก เป็นผู้กำกับ นอกจากนี้ยังได้ คริสเตน เบลล์, ไอดินา แมนเซล, โจนาธาน กรอฟฟ์, จอร์ช แกด และซานติโน่ ฟอนทาน่า มาเป็นผู้พากษ์เสียงตัวละคร คริสโตฟ เบค ผู้ร่วมงานกับดิสนีย์ในภาพยนตร์สั้น เป็นผู้เรียบเรียงทำนองออร์เคสตรา และโรเบิร์ต โลเปซ กับคริสเตน แอนเดอร์สัน-โลเปซ คู่สามีภรรยานักแต่งเพลงเป็นผู้แต่งเพลงประกอบเรื่อง

โฟรเซนเปิดรอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์เอลแคปิตัน และออกฉายเป็นการทั่วไปในวันที่ 27 พฤศจิกายน โดยได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวกอย่างล้นหลามทั้งจากนักวิจารณ์และผู้ชม นักวิจารณ์บางคนเห็นว่าโฟรเซนเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันและภาพยนตร์เพลงที่ดีที่สุดตั้งแต่ยุคฟื้นฟูของดิสนีย์ ภาพยนตร์ยังทำรายได้อย่างล้นหลาม ได้รับการขนานนามว่าเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล, ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลลำดับห้า, ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในปี 2556 และภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดตลอดการลำดับสามในญี่ปุ่น โฟรเซนได้รับรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม และในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม รางวัลบาฟต้าสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม รางวัลแอนนีห้ารางวัล รวมทั้งภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม และรางวัลนักวิจารณ์คัดสรรในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม และเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ยูฟ่ายูโรปาลีก หรือชื่อเดิม ยูฟ่าคัพ เป็นการแข่งขันฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลต่างๆ ในทวีปยุโรป

เอฟเอคัพ เป็นการแข่งขันฟุตบอลถ้วยที่ใช้การแข่งขันแบบแพ้คัดออก ซึ่งจัดการแข่งขันโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) เริ่มการแข่งขันเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1872 ปัจจุบันมีสโมสรฟุตบอลเข้าร่วมทั้งสิ้น 762 ทีม โดยสโมสรที่ชนะเลิศสูงสุดคือ อาร์เซนอล และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จำนวน 12 ครั้ง ลักษณะของฟุตบอลเอฟเอคัพ จะมีสโมสรฟุตบอลหลายระดับร่วมการแข่งขัน โดยสโมสรในระดับล่างของฟุตบอลอังกฤษ จะแข่งขันรอบคัดเลือก แบบแพ้คัดออกเสียก่อน โดยสโมสรในลีกระดับสูง จะเข้าร่วมแข่งขันในรอบหลังๆ เช่นทีมในลีกวันและลีกทู จะเข้ามาแข่งขันในรอบแรกเมื่อจบรอบคัดเลือก ในขณะที่ทีมจากพรีเมียร์ลีก จะเข้ามาร่วมแข่งขันในรอบที่สาม

ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ชื่อเดิม ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ เป็นรายการการแข่งขันฟุตบอลสโมสรของยุโรป โดยการนำเอาทีมที่เป็นแชมป์ฟุตบอลถ้วยภายในของแต่ละประเทศ ของฟุตบอลลีกยุโรปในปีนั้นๆ มาทำการแข่งขันกัน จัดการแข่งขันโดยยูฟ่า เริ่มจัดการแข่งขันตั้งแต่ฤดูกาล 1960-61 จนกระทั่งถึงฤดูกาล 1998-99 การแข่งขันถ้วยดังกล่าวก็ได้ถูกล้มเลิกไป เพื่อหลีกทางให้กับการจัดการแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยที่ผู้ชนะเลิศในฟุตบอลถ้วยภายในของแต่ละประเทศ ก็จะได้สิทธิในการเข้าร่วมแข่งขันในถ้วยยูโรป้า ลีกแทน คัพ วินเนอร์สคัพ ได้รับการพิจารณาให้เป็นการแข่งขันของสโมสรยุโรปอันดับที่สองรองจาก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือยูโรเปี้ยน คัพ แต่มีความสำคัญมากกว่ายูโรป้า ลีก แม้ผู้บรรยายกีฬาหลายคนมักจะระบุว่า การได้แชมป์รายการนี้มีระดับความง่ายที่สุดใน 3 ถ้วยก็ตาม

ยูฟ่ายูโรปาลีก หรือชื่อเดิม ยูฟ่าคัพ เป็นการแข่งขันฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลต่างๆ ในทวีปยุโรป จัดการแข่งขันโดยสมาคมฟุตบอลยุโรปหรือยูฟ่า ปัจจุบันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่สำคัญอันดับสองของยุโรป รองจากยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ปกติทีมที่มีสิทธิ์แข่งขันยูฟ่าคัพคือทีมที่ได้อันดับรอง ๆ ในฟุตบอลลีกของแต่ละประเทศ (ทีมแชมป์จะได้ไปแข่งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกซึ่งเป็นรายการใหญ่กว่า) เมื่อ ค.ศ. 1999 รายการยูฟ่าคัพได้รวมกับคัพวินเนอร์สคัพเป็นรายการเดียว ทำให้สโมสรฟุตบอลที่ชนะการแข่งขันฟุตบอลถ้วยของแต่ละประเทศสามารถเข้าร่วมยูฟ่าคัพได้ด้วย โดยตั้งแต่ฤดูกาล 2009-2010 เป็นต้นไป ฟุตบอลสโมสรยุโรปรายการนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ยูฟ่ายูโรปาลีก” โดยจะใช้การแข่งขันรูปแบบเดียวกันกับยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้มากขึ้น

วัดมหรรณพารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี

วัดมหรรณพารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยกรมหมื่นอุดมรัตนราษีที่มีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าอรรณพ เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 หลังจากกรมหมื่นอุดมรัตนราษีได้สิ้นพระชนม์แล้ว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดมหรรณพาราม สถาปัตยกรรมภายในวัดมีทั้งแบบไทยและแบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน หลังคาของพระอุโบสถไม่มีช่อฟ้า ใบระกา มีพระประธานปั้นด้วยปูน ลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระวิหารมีขนาดเท่ากับพระอุโบสถ รวมทั้งมีศิลปะแบบเดียวกัน มีพระพุทธรูปหล่อสมัยสุโขทัยนามว่า พระร่วงทองคำ ประดิษฐานอยู่

หลวงพ่อพระร่วงทองคำ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลวง วัดมหรรณพารามวรวิหาร แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานครฯ องค์พระเป็นโลหะทองคำ (60 เปอร์เซนต์) มีรอยต่อ 9 แห่ง โดยมีหมุดเป็นเครื่องเชื่อมรอยต่อ ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงความเจริญก้าวหน้า เป็นพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงามมากองค์หนึ่งในประเทศไทย

พระร่วงทองคำ เป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย เดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดโคกสิงคาราม อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย สร้างในรัชสมัยใดไม่ปรากฏ แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

พระบรมธาตุมหาเจดีย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระบรมธาตุเจดีย์

พระบรมธาตุมหาเจดีย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นพระเจดีย์องค์ใหญ่ทรงกลม สัณฐานรูปโอคว่ำ มีช่องคูหาเรียงรายล้อมรอบชั้นล่างพระเจดีย์ 54 คูหา ชั้นบนถัดจากช่องคูหาขึ้นไปมีพระเจดีย์เล็ก 18 องค์ เรียงรายพระเจดีย์องค์ใหญ่อยู่

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ เป็นผู้เริ่มสร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่นี้ขึ้น แต่หลังสร้างวัดแล้ว พระเจดีย์ยังไม่ทันแล้วเสร็จ ผู้สร้างก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ช่วง บุญนาค ได้สร้างพระเจดีย์ต่อจนเสร็จสมบูรณ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

พ.ศ. 2414 พระเจดีย์องค์ใหญ่ถูกฟ้าผ่าจนยอดพระเจดีย์หักไม่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เป็นเวลานานถึง 47 ปี พระธรรมไตรโลกาจารย์ อยู่ อุตฺตรภทฺโท เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารในขณะนั้น ได้จัดการบูรณปฏิสังขรณ์ยอดพระเจดีย์ขึ้นดังเดิม

พระบรมธาตุมหาเจดีย์นี้ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตั้งแต่ พ.ศ. 2450 เมื่อคราวที่พระปรากรมมุนี เปลี่น เจ้าอาวาสรูปที่ 10 บูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์องค์เล็กรอบพระเจดีย์องค์ใหญ่ และซ่อมกำแพงรอบพระเจดีย์องค์ใหญ่ จากนั้นได้จัดงานฉลองพระเจดีย์และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานไว้บนพระเจดีย์องค์ใหญ่ ในโอกาสเดียวกันนี้ พระสมุห์ปุ่น ต่อมาเป็นพระครูสาราณิยคุณ ได้ให้จารึกข้อความลงในกระดานชะนวน วางไว้ห้องบรรจุพระบรมสารีริกธาตุว่า “พระสมุห์ปุ่น ได้จารึกพระธรรมประจุพระเจดีย์ ณ วันศุกร์

ครั้งล่าสุด พระธรรมโกศาจารย์ ประยูร ธมฺมจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารรูปปัจจุบัน ได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อ พ.ศ. 2549 และได้ค้นพบพระบรมสารีริกธาตุและพระกรุจำนวนมากบนองค์พระเจดีย์ใหญ่เมื่อวันที่ 5 และ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระมหากรุณาโปรดเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานบนองค์พระเจดีย์ใหญ่ในโอกาสสมโภช 180 ปีวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

วัดหงส์รัตนาราม ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

วัดหงส์รัตนาราม ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร คงมีนามเรียกเต็มว่า วัดหงสาราม ดังปรากฏหลักฐานในหนังสือประชุมพงศารภาคที่ ๒๕ ตอนที่ ๓ เรื่องตำนานสถานที่ และวัสดุต่าง ๆ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะ และมีความเกี่ยวเนื่องกับวัดหงส์ฯ ดังมีข้อความกล่าวไว้เป็นเชิงประวัติว่า วัดนี้นามเดิมว่า วัดเจ้าขรัวหงส์ แล้วเปลี่ยนมา เป็น วัดหงสาราม และในสำเนาเทศนาพระราชประวัติรัชกาลที่ ๒ ซึ่ง หม่อมเจ้าพระประภากร บวรวิสุทธิวงศ์ วัดบวรนิเวศน์วิหาร ทรงเทศนาถวาย ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้นามว่า วัดหงสาราม ในเรื่องเกี่ยวกับวัดหงส์ฯ แม้แต่ในพระอารามหลวงที่ เจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร เรียบเรียงถวายรัชกาลที่ ๕ ได้กล่าวไว้เช่นเคียวกัน แต่กล่าวพิเศษออกไปว่า เรียกวัดหงสาราม มาแต่รัชกาลที่ ๑ เห็นจะเป็นว่าเมื่อเรียกโดยไม่มีพิธีรีตองสำคัญอะไร ก็คงเรียกวัดหงสาราม ทั้ง ๓ รัชกาล ก็เป็นได้

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นี้ สมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ได้ทรงรับปฏิสังขรณ์จากการทรงชักชวนของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงเกณฑ์ต่อให้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังดำรงพระยศ เจ้าฟ้ามงกุฎ ให้รื้อพระอุโบสถเก่าแปลงปลูกเป็นวิหาร แต่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงรับทำ จึงเป็นพระภาระของสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ แต่พระองค์เดียว ส่วน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งแรกทรงรับพระภาระสร้างโรงธรรมตึกใหญ่ขึ้นใหม่ แต่ในครั้งหลังสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์สิ้นพระชนม์ การยังไม่เสร็จ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงรับเป็นพระธุระทั้งพระอุโบสถ และพระวิหาร และสิ่งอื่นอีก

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานสร้อยนามวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหารใหม่ แลเป็นหลักฐานสืบมาจนบัดนี้ว่า วัดหงส์รัตนาราม ตามในจดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๔ ได้กล่าวไว้ว่า เดิมเป็นพระอุโบสถหลังเก่าวัดหงส์ฯ ครั้งก่อนสมัยอยุธยา เมื่อมาถึงสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่ ขยายทั้งตัววัด และสร้างพระอุโบสถใหม่ และอื่นอีก คงเลิกใช้อุโบสถเก่า ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้